แชมป์พรีเมียร์ลีก

“คุณไม่มีทางชนะอะไรได้เลยถ้าหากปราศจากบรรยากาศในทีมที่ดี และพวกเขามีสิ่งนั้น” นี่คือสิ่งที่ เซอร์ เคนนี่ ดัลกลิช ตำนานของ ลิเวอร์พูล กล่าวถึงทีมชุดคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 ด้วยความภาคภูมิใจ

แชมป์พรีเมียร์ลีก

ในวาระการฉลอง แชมป์พรีเมียร์ลีก สุดประทับใจที่รอคอยมากว่า 30 ปี Main Stand จะขอพาทุกท่านเข้าประตูหลังบ้านของ ลิเวอร์พูล และอธิบายให้คุณเข้าใจว่าความคิดการทำทีมของกุนซือ สิ่งที่ทรงพลังที่สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญครั้งนี้แค่ไหน ?

การรวมตัวของคนที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง

นับตั้งแต่ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาเป็นกุนซือให้กับทีมลิเวอร์พูล เขาซื้อผู้เล่นเข้าสู่ทีมมากมาย แต่สิ่งที่สังเกตได้คือ ไม่มีผู้เล่นคนใดเลยที่ถือว่าเป็นผู้เล่นเกรด A อารมณ์ประมาณว่านักเตะสำเร็จรูปพิสูจน์ตัวเองมาอย่างหมดจด แบบที่แฟนๆ สามารถมั่นใจว่าเมื่อเขาเข้ามาแล้วทีมจะต้องเก่งขึ้นแน่

เหตุผลที่เป็นแบบนั้นเพราะ กุนซือคล็อปป์ มีปรัชญาการเลือกใช้นักเตะที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากกุนซือแถวหน้าของโลกคนอื่นๆ เขาคิดเสมอว่าการสร้างทีมที่ดีไม่ใช่การรื้อระบบแบบถอนรากถอนโคน แต่มันคือการค่อยๆ เปลี่ยนทีละนิด ค่อยๆ สร้างนักเตะให้มีทัศนคติในแบบเดียวกัน นักเตะที่อยู่มาก่อนจะได้พิสูจน์ตัวเองเสมอ

“ผมจำคำพูดตัวเองที่พูดกับลูกทีมได้ดี ผมบอกพวกเขาว่านี่คือไมนซ์ ชุดที่ดีที่สุดที่ผมเคยเจอ ผมมั่นใจในศักยภาพของพวกเขา ผมไม่ได้เสแสร้งพูด ผมพูดในสิ่งที่ผมเชื่อ และในท้ายที่สุดพวกเขาก็จะเริ่มเชื่อในตัวผมเองเช่นกัน” คล็อปป์ เคยกล่าวถึงแพชชั่นในการทำงานของเขาไว้เช่นนั้น
“เราต้องการเก็บรักษาทีมชุดนี้เอาไว้ด้วยกัน มันหมายความถึงการก้าวไปพร้อมๆ กัน, เรื่องการเงิน, การเล่นฟุตบอล, ทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเมื่อจบซีซั่นลง เราจะได้มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

แชมป์พรีเมียร์ลีก

“หากนักเตะสามารถทำตามขั้นตอน และพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้ หลังจากนั้นเราก็สามารถพูดคุยเกี่ยวกับพัฒนาการของเขา แต่เราไม่สามารถซื้อนักเตะในคุณภาพแบบที่ 3 กองหน้า (โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และ ซาดิโอ มาเน่) ของเราเป็นได้ในทุกซัมเมอร์แล้วบอกว่า ‘เอาล่ะ เราจัดตัวท็อปคลาสมาไว้แล้ว’ ซึ่งแบบนั้นมันจะไม่เวิร์ค ดังนั้นผมจึงไม่ชอบไอเดียนี้ (ซื้อนักเตะชื่อดัง) เท่าไรนัก”

ทุกคนสำคัญ
จากนักเตะที่ดีที่สุดระดับเกรด S ของทีมอย่าง ซาลาห์ หรือ ฟาน ไดจ์ค และ มาเน่ ไปจนถึงกลุ่มนักเตะที่ปิดทองหลังพระ และลากยาวไปจนถึงกลุ่มนักเตะที่มีผลงานที่ยังไม่น่าประทับใจ อาทิ เดยัน ลอฟเรน หรือแม้แต่ นาบี เกอิต้า ไม่มีนักเตะคนไหนไม่สำคัญในสายตาของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ทุกคนต่างมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วเมื่อนำมาบวกลบคูณหารแล้ว นักเตะในทีมชุดนี้คือส่วนผสมที่ลงตัว
ในสายตาคนนอก เดยัน ลอฟเรน คือนักเตะกองหลังจอมโฉ่งฉ่าง ผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจ อีกทั้งยังมีการใช้โซเชียลที่มักจะเป็นประเด็นเสมอ แต่ในความไม่สมบูรณ์นี้ ลอฟเรน ก็มีอีกมุมหนึ่งที่ใครไม่เคยรู้ นั่นคือการสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะให้เกิดขึ้นในทีม ซึ่งเป็นบรรยากาศที่สำคัญ มันทำให้ทุกคนผ่อนคลาย ไม่กดดัน และสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ลอฟเรน เคยโดนกล่าวหาว่าเป็นส่วนเกินของทีมชุดนี้ ที่ทำให้ทุกอย่างยุ่งยากในหลายเกม ซึ่งบางครั้งเราปฎิเสธไม่ได้ว่ามาตรฐานของเขาไม่เท่ากับ ฟาน ไดจ์ค, โจเอล มาติป และ โจ โกเมซ ในตำแหน่งเดียวกัน แต่ความสำคัญของ ลอฟเรน ก็มีไม่น้อย แม้จะออกแนวเบื้องหลังมากกว่า

แชมป์พรีเมียร์ลีก

เขาถือเป็นเพื่อนสนิทของ โม ซาลาห์ คอยช่วยเหลือ ซาลาห์ ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่กับทีมในปี 2017 นอกจากนี้เขามักจะปรากฎในรูปถ่ายพร้อมๆ กับเพื่อนๆ อีกหลายคน เขาเป็นเหมือนกับตัวเชื่อมให้นักเตะแต่ละกลุ่มเข้าใกล้กันมากขึ้น จากสถานะเพื่อนร่วมงาน ก็กลายเป็นความสนิทสนมกันส่วนตัว ซึ่งนั่นคือความสำคัญของการเป็นทีมอย่างยิ่ง

“เราพูดคุยหยอกล้อกันเป็นประจำทุกวัน เราเป็นเพื่อนสนิทกัน และชอบที่จะเฮฮาด้วยกัน” ซาลาห์ ว่าไว้เช่นนั้น

ขณะที่ ลอฟเรน เองก็รู้ดีว่า แม้เขาจะไม่ใช่นักเตะที่ดีพอ จนมีข่าวย้ายทีมอยู่บ่อยครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่เคยคิดย้ายไปไหน เพราะรู้ดีว่าบรรยากาศภายในทีมลิเวอร์พูลที่เขามีส่วนสำคัญนั้น เป็นบรรยากาศที่เขาไม่มีทางหาได้จากที่ไหนอีก
“ทีมเรามีแกนสำคัญที่แข็งแกร่ง ไล่มาตั้งแต่ผู้จัดการทีม มันสำคัญที่เราจะต้องมีส่วนผสมของกลุ่มผู้เล่นเด็กหนุ่ม นักเตะวัยกลางๆ และแข้งที่มากประสบการณ์ ซึ่งผมมองว่าเรามีสิ่งนี้ เรามีสมดุลของทีมที่ดีมาก เรายังมีความหิวกระหาย และเราจะมีมันแบบนี้ตลอดไป เวลาที่คุณได้กินอาหารดีๆ สักมื้อหนึ่งแล้ว คุณก็ย่อมอยากที่จะกินมันอีกในอนาคต คุณไม่อยากหยุดอยู่แค่นี้ และนี่คือสิ่งที่ผลักดันเรา” ลอฟเรน กล่าว

แชมป์พรีเมียร์ลีก

กว่าจะมาถึงจุดนี้ ลิเวอร์พูล ผ่านช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตัวเองในยุคของ คล็อปป์ มาไม่น้อย พวกเขาเข้าชิงฟุตบอลยุโรป 2 ครั้ง (ยูโรปา ลีก และ แชมเปี้ยนส์ ลีก) แต่ก็แพ้ไป จนโดนมองว่าเป็นทีมสั่นเดิมพัน เจอการแข่งขันที่กดดันก็เป๋ออกทะเลตลอด แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาเรียนรู้จากความผิดหวังทุกๆ ครั้งที่ผ่านเข้ามา หลังจากแพ้ให้กับ เรอัล มาดริด ในฤดูกาล 2017-18 พวกเขาก็กลับมาคว้าแชมป์ที่น่าจดจำในฤดูกาล 2018-19 เป็นการแก้มือและถอนคำปรามาสได้สำเร็จ ขณะที่ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018-19 ซึ่งเสียแชมป์ให้ แมนฯ ซิตี้ ด้วยความห่างของคะแนนเพียงแต้มเดียว จนเป็นที่มาของคำว่า “ไม่แชมป์ปีนี้ จะได้ปีไหน”

สุดท้ายก็อย่างที่เห็นกัน ลิเวอร์พูล คว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก ทั้งๆ ที่เหลือโปรแกรมอีก 7 เกม ไวที่สุดในประวัติศาสตร์ (แม้จะช้าที่สุดบนหน้าปฏิทิน จากพิษ COVID-19) และยังมีสถิติต่างๆ ในซีซั่นนี้ให้ทำลายอีกมากมาย มันเป็นอีกครั้งที่พวกเขาตอบกลับด้วยการกระทำที่มีจุดเริ่มต้นมาจากคำว่าทีมสปิริต เพราะเมื่อรวมกันเป็น 1 ด้วยทัศนคติที่แข็งแกร่งแล้ว ยิ่งผิดหวังมากแค่ไหน มันก็ยิ่งเป็นแรงส่งที่อยากจะทำให้ประสบความสำเร็จมากเท่านั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ ควรได้รับเครดิตนี้ เขาไม่ได้สร้างแค่นักเตะที่ดี แต่เขายังเปลี่ยนให้ผู้เล่นในทีมชุดนี้มีชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น

“การที่เราสร้างสถานการณ์ให้ทุกคนรู้สึกสำคัญ สนุกกับตัวเอง รู้ว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร ทำให้รู้สึกว่าพวกเขาได้รับความเคารพและรู้ความสำคัญของตัวเอง นั่นแหละชีวิตที่นักเตะทุกคนควรจะเป็น” จะเห็นได้ว่าบรรยากาศในห้องแต่งตัวของทีมชุดนี้มีผลมาก ซึ่งทำให้ได้ แชมป์พรีเมียร์ลีก มาครองในรอบ 30 ปี การปลูกฝังทัศนคติ การปรับตัวและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมทำงานหนักอย่างไม่อิดออด ล้วนเริ่มต้นในห้องแห่งนี้ ห้องที่นักเตะทุกคนมารวมตัวกันก่อนจะลงสนาม และหลังเกมการแข่งขันจบลง

.

.

.

ติดตาม : ข่าวทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล

ติดตาม : ข่าวกีฬาวันนี้

บทความที่น่าสนใจ


By admin